Yuri on Ice

[YOI][AU][One Shot] Ophthalmologist [SeungChuchu]

Pairing : SeungChuchu

Rated : PG

Alternative Universe : Ophthalmologist

 

 

=====================================================================

 

อีซึงกิลจักษุคลีนิก

 

 

คลีนิกรักษาตาขนาดเล็กๆ ตั้งอยู่ใกล้กับตลาดสด

เยื้องออกมานิดหน่อย เพื่อให้มีที่จอดรถสำหรับคนไข้ที่มาหา

 

 

เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 17.00-20.00 น.

ส่วนวันเสาร์เวลา 9.00-12.00 น.

หยุดทุกวันอาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์

 

 

อีซึงกิล จักษุแพทย์เจ้าของคลีนิกแห่งนี้

ใช้เป็นทั้งที่ทำงานและบ้านของเขา

 

ชั้น 1 จะเป็นเคาน์เตอร์ลงทะเบียน ห้องตรวจ และมีครัวด้านหลัง

(ซึ่งเจ้าตัวก็ปล่อยร้างทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ

เอาตู้กับข้าวมาเก็บหนังสือที่มีเยอะเกินด้วยซ้ำไป)

ชั้น 2 เป็นห้องนั่งเล่นและชั้นเก็บหนังสือ

ชั้น 3 คือห้องนอน

ส่วนที่มีทุกชั้นเลยก็คือห้องน้ำ

 

 

ถึงแม้เขาจะเพิ่งมาเปิดใหม่ในไม่กี่ปีนี้

แต่ทุกๆวันจะมีคนไข้มาหาเขามากมายเนื่องจากทำเลดี

อย่างวันนี้ก็เช่นกัน ….

 

 

“คุณหมอครับ ผมจะตาบอดมั้ยครับ”

 

“………………….”

 

 

ซึงกิลไม่ได้แปลกใจ นี่ไม่ใช่คนไข้รายแรกที่มาถามเขาแบบนี้

เขาเดาได้ว่าคนๆนี้ จะต้องอ่านข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาก่อน

แล้วตีโล้ตีพาย คิดว่าตัวเองเป็นโรคร้าย

 

 

“ไม่ทราบว่าคุณเป็นอะไรมาครับ?”

 

 

ชายหนุ่มถามกลับไป เพื่อเก็บข้อมูลมาวินิจฉัยโรค

อยู่ๆก็เข้ามาถามเลยว่า ตาผมจะบอดมั้ย ใครมันจะไปตรัสรู้ได้ !

 

 

เมื่อถูกเบรกไว้ คนไข้ของเขาใช้เวลานึกไตร่ตรองสักครู่

แล้วจึงตอบกลับมา

 

 

 

“ผมจะรู้สึกปวดตาเวลาผมเล่นมือถือนานๆ

ตาจะแห้งและเห็นตัวหนังสือเบลอๆ”

 

 

“ก่อนหน้านี้ผมเลยลองเข้าไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก็เขียนบอกไว้ว่า

หากผมมองเห็นภาพไม่ชัดอาจจะเป็นเพราะต้อหินได้

และถ้าไม่รีบรักษา ในอนาคตตาจะต้องบอดแน่ !”

 

 

“ผมยังไม่ได้ไปรักษาที่ไหนก็เลยรีบมาหาที่นี่

เพราะเห็นว่าเป็นคลีนิกที่ใกล้ที่สุด !”

 

 

 

นั่นไง .. ค้นข้อมูลมาจากอินเตอร์เน็ตจริงๆด้วย !

ดูท่าคนไข้รายนี้คงต้องอธิบายกันยาวสักหน่อยแล้ว ..

จริงๆ เขาพอจะเดาได้ว่าคนนี้เป็นอะไร

แต่เอาให้ชัวร์ อีซึงกิลก็เริ่มดำเนินการซักประวัติต่อ

 

 

 

“ปัจจุบันมีโรคประจำตัวหรือไม่”

 

“ไม่ครับ ผมสุขภาพแข็งแรงปกติดี”

 

 

 

สุขภาพดีแบบนี้ตัดโรคที่มีผลต่อเนื่องจากโรคเบาหวาน เช่น

โรคต้อกระจก ที่เกิดจากการสะสมของน้ำตาล Sorbitol

ในกระจกตาไปได้เลย

 

 

 

“มียาประจำที่ใช้อยู่มั้ยครับ”

 

“ไม่มีครับ”

 

 

 

ตัดเรื่องการใช้ยารักษาประจำได้ไปอีกหนึ่ง

ยาบางตัวหากรับประทานนานๆก็มีผลข้างเคียงได้

 

 

 

“แล้วในอดีตเคยประสบอุบัติเหตุอะไรหรือเปล่าครับ”

 

“เคยข้อเท้าพลิกครับ”

 

 

 

… ผิดที่พูดไม่ชัดเจนเองสินะ อีซึงกิลจึงถามต่อไป

 

 

 

“ที่เกี่ยวกับตาล่ะครับ”

 

“ไม่เคยครับ”

 

 

 

ไม่เคยประสบอุบัติเหตุอะไร ตัดปัญหาที่เกี่ยวกับ

โรคที่เคยเป็นในอดีตและส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันได้อีก

 

 

 

“ครอบครัวมีประวัติใครเป็นโรคที่เกี่ยวกับตามั้ยครับ”

 

“ไม่มีนะครับ”

 

 

 

โรคทางพันธุกรรมก็ไม่ใช่ ..

โอเค เหลือตรวจสายตาและวัดค่าความดันตาสินะ

 

 

 

“ขอผมตรวจสายตาและวัดค่าความดันตาด้วยนะครับ”

 

 

 

คนไข้ของเขาพยักหน้าให้ เป็นการอนุญาต

อีซึงกิลจึงหยิบ Retinoscope มาส่องดูความผิดปกติของสายตา

 

 

อืม .. ลำแสงที่ตกกระทบจากเครื่องมือสู่ดวงตาทั้งสองข้าง

เป็นขีดเส้นตรงทิศทางเดียวกับแสง

แต่แสงที่วิ่งผ่านในตาข้างซ้ายเร็วกว่าตาข้างขวา

ตาข้างซ้ายน่าจะมีปัญหาสายตาสั้น

 

 

 

“ลองอ่านตัวเลขแถวที่ขีดเส้นใต้แดงบนกระดานหน่อยครับ”

 

 

 

เพื่อเป็นการประหยัดเวลา เขาจึงให้คนตรงหน้าอ่าน

ในบรรทัดที่เป็นมาตรฐานในการใช้วัดความผิดปกติของสายตา

 

 

“7 2 … อืม … 6 4 7 9 …. 3”

 

 

คนไข้ของเขาอ่านด้วยความตะกุกตะกักเล็กน้อย

แต่ตัวเลขที่เขาอ่านก็ถูกต้องตามที่เขียนไว้บนกระดาน

 

 

ซึงกิลจึงหยิบแว่นตาสำหรับวัดสายตามาสวมให้อีกฝ่าย

แล้วนำเลนส์กรอบดำ -0.25 ออกมาจากกล่อง lens set

ใส่ลงในแว่นสำหรับวัดสายตาข้างซ้าย แล้วใส่เลนส์ทึบปิดตาข้างขวา

 

 

 

“เห็นตัวเลขชัดขึ้นมั้ยครับ?”

 

 

“ชัดขึ้นครับ”

 

 

ไหนลองเลนส์กรอบดำ -0.50 หน่อยละกัน

เขาสลับเลนส์เป็น -0.50 แทน -0.25

 

 

“เทียบกับอันนี้แล้ว อันไหนชัดกว่าครับ”

 

 

“อันก่อนครับ”

 

 

อีซึงกิลสลับเลนส์ทึบมาปิดตาข้างซ้าย

ให้คนไข้คนนี้ลองอ่านโดยใช้ดวงตาขวา

 

 

“ลองอ่านตัวเลขบรรทัดสีแดงและบรรทัดถัดไปด้วยครับ”

 

“7 2 6 4 7 9 3”

 

“3 8 7 5 2 6 4”

 

 

 

ดูท่าแล้วมีแต่สายตาข้างซ้ายที่มีปัญหานิดหน่อย

ส่วนข้างขวาเป็นปกติ

 

 

ต่อไปวัดความดันตา เขาถอดแว่นตาออกเก็บเลนส์เข้ากล่อง

แล้วเอาเครื่องมือ Schiotz และยาชาออกมา

 

 

 

“เดี๋ยวผมจะขอวัดความดันตา รบกวนไปที่เตียงข้างๆนี้ด้วยครับ”

 

 

คนไข้ของเขาทำตามคำขอ ลุกจากเก้าอี้

ถอดรองเท้าออกและขึ้นไปนอนบนเตียง

ซึงกิลหยอดยาชาลงในดวงตาทั้งสองข้างของอีกฝ่าย

รอประมาณ 30 วินาทีให้ออกฤทธิ์

 

 

 

“ชามั้ยครับ”

 

“ไม่ครับ ขอกาแฟดีกว่า”

 

“…………………….”

 

 

 

ไม่นึกว่ามุกอย่างนี้ยังจะมีคนเล่นอีก ….

ดูเหมือนว่าคนยิงมุกจะรู้แล้วว่าเขาไม่รับมุก

จึงตอบตามความจริงไป

 

 

 

“แหะๆ ชาแล้วครับ”

 

“ต่อไปจะตรวจความดันนะครับ ไม่ต้องตกใจ”

 

 

 

ซึงกิลหยิบ Schiotz แล้วใส่น้ำหนัก 5.5kg ลงในศูนย์ถ่วง

ถัดจากนั้นถ่างตาข้างซ้ายของคนตรงหน้าออกเพื่อแนบเครื่องมือลงบนดวงตาได้

 

 

เข็มบนสเกลเลื่อนไปที่ขีดเลข 5 ซึ่งเทียบจากตาราง

จะได้ค่าความดันตาประมาณ 16 mmHg ถือว่าเป็นปกติ

เขาทำแบบนี้ซ้ำกับดวงตาข้างขวา ก็ได้ค่าใกล้เคียงเช่นกัน

 

 

สรุป ทั้งสายตาและความดันตาของคนนี้เป็นปกติ

คนๆนี้ไม่ได้เป็นโรคร้ายอะไรเลย !

 

 

 

“คุณครับ”

 

“คุณหมอครับ ผมจะตาบอดจริงๆใช่มั้ยครับ ?”

 

“………………………………”

 

 

 

เห้อ ยังไม่ทันได้อธิบายอะไรเลย

อีซึงกิลสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วถอนหายใจออก

เขาให้คนไข้คนนี้กลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม

แล้วเริ่มเล่ารายละเอียดให้ฟัง

 

 

 

“อาการที่คุณเป็นไม่ได้เกิดจากโรคต้อหินนะครับ เกิ..”

 

“อ้าว แล้วเกิดจากอะไรล่ะครับ”

 

“คุณฟังผมให้จบก่อน”

 

 

 

เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยที่โดนขัด

แต่ก็ต้องใจเย็นๆ เพราะคนไข้เขายังกังวลและ

อยู่ในช่วงตกใจกับโรคที่เกิดจากการวินิจฉัยด้วยตัวเอง

 

 

หลังจากโดนเอ็ดไป ชายหนุ่มก็รูดซิบปิดปากเงียบ

 

 

 

“โรคต้อหินที่คุณพูดถึงเกิดจากความดันตาที่ผิดปกติ

มีค่าสูงมากเกินไป ทำให้น้ำเลี้ยงลูกตาไปกดทับจอประสาทตา

ตาก็เลยเห็นวิสัยทัศน์แย่ลง จนถึงขั้นตาบอดได้”

 

 

“ซึ่งจากที่ผมวัดค่าความดันตาของคุณแล้ว

ทั้งสองข้างมีค่าปกติ และคุณก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงด้วย”

 

 

“ซึ่งกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน การใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ

การประสบอุบัติเหตุ หรือในครอบครัวมีประวัติคนเป็นโรคนี้”

 

 

“ดังนั้นคุณจึงไม่ได้เป็นโรคต้อหิน แต่อาการที่คุณเป็น

เกิดการจากใช้สายตามากเกินไป โดยไม่ได้พักสายตา”

 

 

 

อีกฝ่ายพยักหน้าตามที่เขาพูด เล่นมือถือนานๆจนตาแห้ง

ฟังก็รู้แน่ว่าต้องไม่ได้พักสายตาเลย

 

 

 

“วิธีแก้ไขคือให้ปรับนิสัยของคุณเอง

หากใช้สายตาประมาณ 1 ชั่วโมง ต้องพักสายตาประมาณ 5 นาที

หาอะไรเย็นๆมาประคบตาตอนพักด้วยก็ได้

ถ้ายังรู้สึกตาแห้งก็หยอดน้ำตาเทียม ช่วยได้เหมือนกัน”

 

 

“แล้วก็ใช้สายตาในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ

ปรับความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์พอดี

ระหว่างอยู่บนรถยนต์ ไม่ควรใช้สายตา”

 

 

“อ่านหนังสือหรือใช้โทรศัพท์ในท่าที่เหมาะสม

ไม่เอาหน้าเข้าใกล้มากเกินไป”

 

 

“สายตาข้างซ้ายของคุณสั้น 25 ส่วนข้างขวาปกติ

ซึ่งหากความผิดปกติยังไม่เกิน 100 ยังไม่จำเป็นต้องตัดแว่นก็ได้”

 

 

 

เขาอธิบายให้ฟังจนเสร็จ

จากนั้นก็เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายถามอย่างเต็มที่

 

 

 

“สรุปว่าผมตาไม่บอด เป็นปกติดี แค่ใช้งานมากไป ไม่ได้พัก

มีสายตาสั้นนิดหน่อยแต่ไม่ถึงขั้นต้องใส่แว่น”

 

“ครับ”

 

 

 

“แล้วถ้าผมไม่ใส่แว่น สายตาผมจะแย่ลงมั้ยครับ”

 

“ขึ้นอยู่กับการใช้สายตาของคุณ

หากทำตามข้อแนะนำที่ผมเพิ่งพูดไป ก็ไม่แย่ลงหรอกครับ”

 

 

 

“งั้นถ้าผมตัดแว่นมา แล้วใส่ๆถอดๆล่ะครับ”

 

“ไม่มีผลเช่นกันครับ”

 

 

 

“อ่อครับ .. วันก่อนผมเห็นโฆษณาพวกแว่นป้องกันรังสีอะไรนี้

มีส่วนช่วยหรือเปล่าครับ”

 

“มีส่วนช่วย แต่ .. ช่วยเฉพาะจอคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าที่เป็นหลอดแคโธดครับ

จอคอมพิวเตอร์สมัยใหม่เป็น LCD กันหมด

และจอพวกนี้ไม่มีรังสีอะไรปล่อยออกมาหรอกครับ

พวกโทรศัพท์มือถือก็ใช้หน้าจอ LCD เช่นกัน”

 

 

 

อีซึงกิลรู้สึกระเหี่ยใจ ร้านตัดแว่นตาบางแห่งก็โฆษณาจนเกินไป

แว่นนี้มันก็มีส่วนช่วยในการป้องกันรังสีจากจอคอมพิวเตอร์

แต่เป็นจอสมัยก่อน ที่ปัจจุบันนี้แทบไม่มีใครใช้แล้ว !

 

 

 

“ก็ไม่มีอะไรแล้วครับ หากคุณต้องการน้ำตาเทียม

ผมจะเขียนใบสั่งให้ แต่ถ้าไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร”

 

 

“งั้นขอไม่เอานะครับ ขอบคุณมากครับ คุณหมอ

แล้วก็ขอโทษด้วยครับที่เผลอลนลานไปหน่อย”

 

 

“ครับ”

 

 

 

ไม่หน่อยแล้วมั้ง แต่เขาก็ยกมือรับไหว้ขอบคุณจากคนตรงหน้า

ภาวนาถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากเจอกันอีก ณ คลีนิกแห่งนี้

 

 

 

หลังจากที่คนไข้รายนี้เดินออกจากห้องตรวจไปจ่ายเงิน

เขาลงรายละเอียดในใบตรวจและยื่นให้กับพยาบาลผู้ช่วย

เพื่อลงประวัติและคิดเงิน

 

 

“คนถัดไป คุณ…….. เชิญค่ะ”

 

 

อีซึงกิลเริ่มตรวจคนไข้คนถัดไป

 

 

 

 

แต่แล้วใน 1 สัปดาห์ต่อมา ..

เขาได้พบกับคนไข้คนนี้อีกครั้ง ..

 

 

“คุณหมอครับทำไมผมถึงไม่หายปวดตาล่ะครับ”

 

“คุณได้ทำตามที่ผมแนะนำไปหรือเปล่า”

 

 

เห็นจากนิสัยคราวก่อนแล้วอีซึงกิลมั่นใจเลยว่า

คนๆนี้จะต้องมาในแพทเทิร์น ‘อาการดีขึ้นเลยหยุดทำ’ แน่นอน

 

 

“ทำครับ ตอนแรกก็ดีขึ้นผมเลยคิดว่าผมหายแล้ว..”

 

 

คนไข้ของเขาหยุดเงียบไปเหมือนจะปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่าง

อีซึงกิลจึงเสริมให้ซะเลย

 

 

“ก็เลยเลิกทำต่อสินะครับคุณ”

 

“แหะๆ ครับ”

 

 

 

นั่นไง !

ทีซื้อหวยทำไมไม่เดาถูกอย่างนี้บ้างนะ ?

 

 

 

“ไม่ได้นะครับ ถ้าหยุดทำอาการจะกลับมา

คุณควรจะทำไปเรื่อยๆ จนเป็นนิสัย”

 

“ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดเหรอครับคุณหมอ”

 

 

 

วิธีน่ะมี แต่ต้องขึ้นอยู่กับตัวคนไข้เองนะ

เขาก็แค่ได้แต่ให้คำปรึกษา

 

 

 

“ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุอย่างที่ผมเคยบอกไปครับ

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สายตาถึงจะหายครับ”

 

“และอย่ากลับมาทำเหมือนนิสัยเดิมก่อนหน้านี้ด้วยนะครับ”

 

“ครับผมมม ขอบคุณมากครับคุณหมอ”

 

 

 

ซึงกิลยกมือรับไหว้เหมือนเดิม แต่ที่ต่างจากครั้งก่อน

เขาเพิ่งสังเกตว่าคนไข้ของเขายิ้มเก่งจริงๆ

ทว่าหากให้เจออีกก็ไม่เอานะ ..

 

 

หลังจากที่เจอคนๆนี้แล้วช่วงนี้ก็ไม่เจอคนไข้คนไหนที่

สร้างความปวดหัวให้เขาอีก

 

 

วันเวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ เขาทำงานเหมือนเดิมซ้ำไปมา

ตอนเช้าไปโรงพยาบาล บางวันออกตรวจ บางวันผ่าตัด

ตอนเย็นกลับมาเปิดคลีนิก

 

 

 

วันเสาร์เปิดคลีนิกตอนเช้า ตอนบ่ายอ่านหนังสือ

วันอาทิตย์อ่านหนังสือและเล่นเปียโนอยู่บ้านทั้งวัน

เพราะว่าเพื่อนฝูงเริ่มมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝากันแล้ว

ทำให้พวกเขาไม่ได้นัดรวมตัวสังสรรค์เหมือนเมื่อก่อน

 

 

ชีวิตดูจืดชืดชะมัด ….

 

 

จนกระทั่งเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง มีเสียงกดกริ่งที่หน้าคลีนิกเขา

อีซึงกิลสวมเสื้อยืดของเพจชื่อดังในเฟซบุ๊กและกางเกงวอร์ม

ลากแตะลงมาเปิดประตูข้างในและประตูม้วนอีกที

 

 

แล้วได้พบกับ …

อดีตคนไข้ของเขา !

 

 

“ตอนนี้เวลานอกทำการนะครับคุณ”

 

 

อยู่ๆก็ถูกเรียกลงมาเพื่อปรึกษาปัญหาสุขภาพก็ไม่เอานะเฟ้ย !

 

 

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับคุณหมอ ตาของผมปกติดีแล้วครับ”

 

 

คนตรงหน้าเขาไม่ได้คิดถือสาอะไร เรื่องที่เขาเข้าใจผิด

กลับยิ้มให้เสียด้วยซ้ำ ดูแล้วน่าจะปรับนิสัยการใช้สายตาได้

เขารู้สึกไม่ดีที่ด่วนตัดสินใจคนๆนี้ไปก่อนจริงๆ

 

 

“ขอโทษด้วยครับ .. แล้วไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า?”

 

“ผมอยากมาขอบคุณ คุณหมอครับ ที่บ้านผมทำร้านอาหาร

เลี้ยวซ้ายตรงมุมนี้เดินไปอีกประมาณ 400 เมตร ก็เจอ”

 

“ครับ .. แล้ว?”

 

 

ชายหนุ่มสงสัยกับการกระทำของคนๆนี้

จะมาโปรโมทร้านตัวเองงั้นรึ ?

 

 

“แล้วทีนี้ ผมก็เลยเอานี่มาฝาก !”

 

 

อดีตคนไข้ยิ้มแฉ่งพร้อมโชว์ถุงพลาสติก

ข้างในมีกับข้าวหลากหลายเต็มไปหมด

 

เมื่อเห็นข้าวสวยร้อนๆ กับข้าวอุ่นๆ ที่ไม่ได้มาจากไมโครเวฟ

ซึงกิลก็นึกได้ว่าตัวเองไม่ได้กินอะไรแบบนี้นานแล้ว

เขายื่นมือรับถุงพลาสติกจากอีกฝ่าย

 

 

“ขอบคุณมากครับ คุณ..?”

 

 

“พิชิตครับ”

 

 

“ครับ ขอบคุณมาก คุณพิชิต”

 

 

“ครับ คุณหมอ !”

 

 

พิชิตฉีกยิ้มให้เขาจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ

เผลอทำเอาเขายกยิ้มขึ้นที่มุมปากตามไปด้วย

 

 

คนๆนี้ จริงๆก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนี่ ..

 

🙂

 

=====================================================================

 

Talk : เป็นเรื่องที่ผุดขึ้นมาอย่างงๆ(อีกแล้ว) เมื่อสิ้นปีก่อนค่ะ

เพราะว่าคิดเรื่องก่อนไม่ออก เลยได้เรื่องนี้มาแทน TT

พอออกมาแล้วซึงกิลกลายเป็นคนมีอคติง่าย

ดุ เข้มงวด แต่ก็เพราะอยากรักษาคนไข้ให้หาย

หวังว่าพิชิตจะช่วยให้กลายเป็นคนอ่อนโยนมากขึ้น (ฮา)

(ที่ซึงกิลไม่อยากเจอคนไข้แบบพิชิตเพราะพูดกันค่อนข้างยาก)

 

แต่ที่ใช้เวลาเขียนนานเพราะมีจุดที่ต้องหาความรู้เพิ่มเติม

แล้วก็มีจุดที่เขียนออกมาแล้วแต่ข้อมูลผิดเลยต้องแก้

โดยเฉพาะเรื่องเครื่องมือทางการแพทย์

เลยว่าจะมาอธิบายเพิ่มเติมในนี้ค่ะ

 

1.Lens Set

0000908_trial-lens-sets

เป็นกล่องที่รวบรวมเลนส์ขนาดต่างๆไว้ใช้ประกอบในการตรวจสายตา

โดยส่วนมากเลนส์สำหรับคนสายตาสั้นจะเป็นกรอบสีดำ

เลนส์สำหรับคนสายตายาวจะเป็นกรอบสีแดง

แต่บางแห่งก็ไม่อิงตามนี้

 

2.Retinoscope เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ตรวจสายตาโดยจะอาศัย

การตกกระทบของแสงค่ะ

ret_18245

 

หากเป็นคนสายตาปกติเมื่อดูจากระยะอนันต์

ลำแสงที่ได้จะเป็นโฟกัสเต็มวงแบบนี้

01

 

แต่หากเป็นคนสายตาสั้น ระยะโฟกัสจะสั้นกว่าคนปกติ

ทำให้ผลที่ได้ ลำแสงจะวิ่งสวนทางกับแสงที่ตกกระทบ

02

 

คนสายตายาว ระยะโฟกัสจะยาวกว่าคนปกติ

ผลที่ได้ ลำแสงจะวิ่งเป็นเส้นตรงทางเดียวกันกับแสงที่ตกกระทบ

03

 

แต่ ! ตามที่อธิบายไว้ครั้งบน คือแสงที่มาจากระยะอนันต์

พอเรานำ retinoscope มาส่อง แสงก็จะไม่ได้เดินทางมาจากระยะนี้

แสงจะมาจากระยะประมาณ 1 ช่วงแขน หรือ 2/3 m

เมื่อแทนค่าลงในสูตร

01

จะได้ค่า 1.5 แต่เพราะเป็นภาพเสมือนจึงมีค่าติดลบ กลายเป็น -1.5

ซึ่งค่า -1.5 นี้จะเปรียบได้กับคนสายตาสั้นขนาด 150

 

ในความเป็นจริง ถ้าเราใช้ Retinoscope

ส่องคนสายตาสั้นขนาด 150 ถึงจะเห็นเป็นโฟกัสเต็มวง

และถ้าส่องคนไข้สายตาขนาดน้อยกว่า 150 ก็จะเห็นเหมือนคนสายตายาว

(ซึ่งจริงๆคนนี้อาจไม่ได้สายตายาว อาจจะสายตาปกติมีค่าเป็น 0 ก็ได้)

และยิ่งใกล้เคียงกับค่าโฟกัสลำแสงจะวิ่งเร็วค่ะ

 

3. Schiotz tonometer

schiotz-tonometer-15-gif

เป็นเครื่องวัดความดันของลูกตา

ตัวถ่วง 5.5kg จะเป็นตัวที่นิยมที่สุดเพราะแปลงค่าจากตารางได้ง่าย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s